ข่าวประชาสัมพันธ์
( กด เข้าดู ฟัง ) ปฏิบัติธรรม ที่ ผู้ เขียน เคย ได้ เห็น ผล จริง ( เมื่อ ๑๕ ม.ค. พ.ศ. ๒๕๓๗ ที่ ศาล
ปฏิบัติธรรม ที่ ผู้ เขียน เคย ได้ เห็น ผล จริง
( เมื่อ ๑๕ ม.ค. พ.ศ. ๒๕๓๗ )
----------------------------------------------------------
.. ครบ ประมาณ ๑๐๐ ปี หลวงปู่ชา สุภัทโท ..
ปีนี้ ระหว่าง ๑๒ - ๑๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๑
ที่ วัดหนองป่าพง อ. วารินชำราบ จ. อุบลราชธานี ไทย

……………………………………………………………………………………

จาก ประวัติ พระประสิทธิ์  ( แววศรี )  ฐานะธัมโม ..

เกิดทางโลก  ๒๘  ส.ค.  พ.ศ.  ๒๕๑๑ ที่บ้านแดงหม้อ ...  

เกิดทางธรรม  วันอาสาฬหปูชา วันเพ็ญ ดวงจันทร์ ส่าง สุดๆ ขึ้น ๑๕ ค่ำ กลางเดือน แปดแปด 
วันจันทร์ ที่   ๒  ส.ค. พ.ศ. ๒๕๓๖ เวลา ๑๔.๓๐ น.
 เข้า บรรพชา + อุปสมบท  บวช ที่ วัดบ้านแดงหม้อ อ. เขื่องใน จ. อุบลฯ วัดที่บ้านเกิด   ...   

๑๕ ม.ค. พ.ศ.  ๒๕๓๗ ฝึก สมาธิ ภาวนา  ที่ วัดหนองป่าพง ..

สุด ๆ ของ ความสุข เมื่อ  ๑๕  ก.ค. พ.ศ.  ๒๕๓๙ ที่ สำนักสงฆ์เต่าดำ

๒. เรื่อง สมาธิ การฝึกสมาธิ ก็ใช้การฝึกแบบ อานาปานะสติ คือ ให้เอา สติ มาเฝ้าดูลมหายใจที่กำลัง เข้า 

ให้เอา สติ มาเฝ้าดูลมหายใจที่กำลัง กำลัง ออก 

เฝ้าดู ลมหาบใจ ที่ กำลัง เข้า ออก อย่าง ติดต่อ จดจ้อง จดจ่อ ณ ที่ ที่บริเวณ ปลายจมูก หรือที่ริมฝีปากด้านบน อย่างพอดี  

ฟันด้านบน กับ ฟันด้านล่าง แตะกันเบาๆ พอดี ๆ  ไม่ กด กัดฟัน 

ไม่กด ไม่เกร็งที่ส่วนใด ๆ ของร่างกายทุกอวัยวะ  

ลำตัวตั้งตรง ขาขวา ทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย   

วางมือทั้งสองหงายลงบนตัก     

หายใจเข้า + ออก ตามปกติ ไม่สั้น ไม่ยาว  ไม่กลั้นใจ    ไม่ทำลมให้ยาว    ไม่กดลมให้สั้น   หายใจพอดี ๆ    

หลับ ตา พอ ดี ๆ  ไม่กดตา ไม่เกร็งที่คิ้ว    ..

 หรืออาจจะลืมตา เพื่อ แก้ความง่วง  

หรือ อาจจะจ้องมอง ที่บริเวณปลายจมูก บริเวณ รอบ ๆ ใบหน้า ของ ของตัวเอง ....     

 เอาสติ จ้อง ดูลม ที่ปลายจมูก  หรือที่ริมฝีปากด้านบน  
  
ไม่ใช่ เอาสายตาจ้อง ดูลม หายใจ  ที่กำลังเข้าออก    

ไม่เกร็งใบหน้า ลำตัว 

ไม่เกร็งที่หน้าอก ที่หน้าท้อง 

ไม่เกร็งที่ลมหายใจ ทั้งตอนหายใจเข้า ตอนหายใจออก ตอนหยุดอยู่ 

ไม่เกร็ง กด ที่เข่า ที่ขา หน้าท้อง ไม่เกร็งที่ตา 

ไม่เกร็งทางใจ 

ไม่เผลอหลับ ( แบบหลับ ที่ไม่รู้สึกตัว ) 

ไม่ตื่นเต้น 

ไม่กลัว 

ม่อยาก 
ไม่สงสัย 
ไม่เกร็งทางใจ หรือไม่ให้อ่อนแอเกินไป 

ไม่ปล่อยให้ร่างกายงอ ขด ก้มหน้า 

 ไม่ให้กิเลส ตัณหามาล่อให้หยุด หรือกิเลสจะมาบอก ไม่ให้สนใจลมหายใจ ที่กำลังเข้า ออก 

หรือกิเลสจะมาล่อไม่ให้สนใจ พุทโธ ที่กำลังท่องอยู่


..                              แต่ .. จะสนใจ เฉพาะ ลมหายใจ และ คำว่า " พุท "  + สนใจ คำว่า " โธ "  ที่กำลังท่อง ๆ ในใจ อยู่.

                               สรุป ในการฝึกสมาธิ ก็ คือ ทำ พอดี ๆ

ใน บางครั้ง บางเวลาก็จะใช้ คำท่อง คำว่า พุท โธ 

จะใช้ คำท่อง คำว่า คำบริกรรม ภาวนา ในใจ      

แต่ไม่ได้ออกเสียง ดัง ๆ 

แต่จะท่อง จะว่า จะบริกรรม จะภาวนา ในใจ
 ว่า " พุท "  พร้อม ๆ กับ ในช่วงเวลา ตอนที่ กำลัง หายใจเข้า 

และ จะท่อง จะว่า จะบริกรรม จะภาวนา ในใจ ว่า   " โธ "   พร้อม ๆ กับในช่วงเวลา ที่ กำลัง หายใจออก 

โดยหายใจ เข้า หายใจออก ตามปกติ 

ไม่สั้น ไม่ยาว หายใจพอดี 
ไม่อยากให้สงบ เฝ้าดูลมด้วยใจอย่างมีสติ 

ใจเย็น ไม่รีบ ไม่ด่วนอยากได้

ผลคือ คำว่า พุท ที่กำลังท่องอยู่ พร้อมกับลมหายใจที่กำลังวิ่งเข้าไปในจมูก  
นั้น ได้ เบา ๆ ค่อย ๆ จาง ๆ 

และ คำว่า โธ ที่ท่องอยู่พร้อมกับลมหายใจที่กำลังวิ่งออกจากจมูก นั้น ได้ เบา ๆ ค่อย ๆ จาง ๆ 

แล้ว คำว่า พุทโธ ก็หายไปจาก การท่อง หายไป จากใจ   โดยไม่ได้ตั้งใจจะท่อง 

( ไม่ใช่ ลืม ไม่ใช่ ไป กด ไป ดัน ให้ พุทธ โธ หมด ไป
 แต่ เมื่อ ถึง สภาวะ เวลา เหตุปัจจัย ที่ พอดี ๆๆ 

 เรียกว่า  จะเป็นไป ตามเหตุ ตามปัจจัย เป็น อนัตตา ไม่มี ใคร มาบังคับได้

 แต่ มีการเกิด  มีการตั้งอยู่  มีการดับ  สลับกันไป  ยังมี รูป มีนาม ฯลฯ  ไม่ใช่ ไม่มี อะไร  

แม้ แต่ อาการ แม้แต่ คำว่า  " ไม่มี อะไร "  ก็ ยังอยู่ ในขั้น นามธรรม 

ซึ่ง " เรา "  จะ ยังควบคุมเอา ตามใจ ( อัตตา ) ไม่ได้ ...

แต่ เรา จะ ไป บังคับ เอา ดื้อๆ ๆ ไม่ได้ 

จะ ต้อง สร้างเหตุ สร้าง สติ ขันติ ศีล ร่างกาย ใจ  ให้ พอดี ๆๆ )

                               -----------------

              คำว่า พุทโธ นั้น   จะหายไป    
จะเหลือแต่ ลมหายใจที่ กำลัง เข้า อย่าง เบา เย็น แต่ลมหายใจยังไม่หยุด

จะเหลือแต่ ลมหายใจกำลัง ออก อย่าง เบา เย็น แต่ลมหายใจยังไม่หยุด 

ส่วนในใจนั้น เริ่มมีความสงบ เยือกเย็น สบาย 

แบบไม่เคยได้รับมาก่อน 

ยังมีสติไม่ตกใจ 

ไม่หลงดีใจ

หลังจากนั้นได้ทำต่อไป คือ เมื่อ พุท โธ หายไปจากการท่อง  การระลึก การบริกรรม ในใจ ..........  

                  ไม่ไป นึก เอา พุทโธ ขึ้นมาอีก 

 ก็มาเอาสติ มาเฝ้าดูลมหายใจที่กำลังเข้
ที่ เย็นเบาๆ ที่บริเวณปลายจมูกนั้น

เอาสติ มาเฝ้าดูลมหายใจกำลังออก ที่ เย็น เบา ๆ ที่บริเวณปลายจมูกนั้น

 ต่อๆไป จนกระทั่ง ลมหายใจ ที่กำลังเข้าออก อยู่นั้น เริ่ม แผ่ว และเริ่ม สะดุด ๆ เบา 

และในที่สุด ลมหายใจเข้า ออก นั้น ก็หมดไปจากใจ 

ยังเหลือแต่ผู้รู้ที่ นิ่ง สงบ รู้อยู่ภายในใจ 

ส่วนร่างกาย แขน ขา หน้า ตา ลำตัวทุกอวัยวะได้หายไปจากความรู้สึกทั้งหมด 

มี อาการเบา ไม่หนัก สบายทางร่างกายมากที่สุด 

แม้ว่าจะพยายาม มองหา ร่างกาย ด้วยตาเปล่า หรือจะพยายามคิดทางใจ พยายาม คิดถึงร่างกาย 

แต่.. ร่างกายก็ไม่มี ( ในความรู้สึก ) 

แต่ยังมีสติอยู่ ไม่หลับ ไม่หลง

            มีความสงบ สุข เหนือความสุขใดๆ ทุกสิ่งที่เคยได้รับมาในชีวิต ตลอด ประมาณ ๒๕ ปีย้อนหลัง     

และอาการที่ ไม่ต้องท่อง พุท โธ และ การที่ จับลมหายใจ ไม่ได้นั้น ( เหมือนกับไม่หายใจ ) 

ก็จะเป็นอยู่ทุก ๆ ท่า ทั้งในท่ายืน ท่าเดิน ก้ม เหลียว ไปไหน มาไหน คุย นิ่ง เหนื่อย หิว ร้อน หนาว 

    ก็จะมีอาการลมหายใน หมดจากความรู้สึก อยู่ตลอดเวลา 

                     แต่ไม่ตาย สบายดีมาก

ซึ่งในตอนแรก ๆๆ นั้น  อาการที่ลมหมด พุท โธ หมดนั้น จะไม่เป็นตลอด  จะเป็นเฉพาะในตอนที่กำลังนั่งสมาธิ เท่านั้น  

   แล้ว ใน ช่วงหลัง บ่าย ๒  โมง วันที่ ๑๕  ม.ค.  ๒๕๓๗  จะ เป็น ตลอด                   

คือ ครั้นพอหยุดนั่งสมาธิ แล้วลุกออกจากสมาธิ ไปเดิน ไปบิณฑบาต   ทำข้อวัตร จะอุปัฏฐากครูบาอาจารย์   จะทำวัตร สวดมนต์   เดินจงกรม   นั่งสมาธิ   อ่านพระไตรปิฎก ก็จะยังมีอาการที่ พุทโธ   หาย ไปจากความรู้สึก 

           มีอาการที่ พุทโธ หายไป   จากการท่อง อยู่ 
 
             จะมีอาการลมหายใจ เข้า ออก หาย หมดไปจากความรู้สึก อยู่ตลอดเวลา                

                      แต่ มีความสุข มาก

                     การฝึกสมาธิ ในเวลา ต่อ ๆ มา 

ส่วนมาก ก็จะฝึก โดยไม่ต้องท่อง พุท โธ ไม่ต้องคิดถึงคำว่า พุท โธ อีก

 และ จะเอาสติมาจับลมหายใจที่บริเวณปลายจมูกก็ไม่ค่อยจะได้ จะตั้งใจเอาสติจับลมหายใจที่กำลังเข้า ออก จะกำหนดอย่างไร ก็หาไม่ค่อยเจอลม   

           จะมีอาการลมหายใน หมดจากความรู้สึก อยู่ตลอดเวลา

 แต่ ก็มี อาการสงบ   มีผู้รู้เด่น อยู่ในใจ ตลอด สงบ สบาย เหมือนได้นิพพาน ที่คาดเดาเอาเอง เป็นอยู่ประมาณ ๒ ปี กว่า ๆ

                        .................................................







                       ----------------------------------------------




                     ......... ๑๕ ก.พ. พ.ศ. ๒๕๕๖  .............

   ... มีต่อ ... ที่มา อย่าง รวบ รัด รวดเร็ว แต่ ได้ ใจความ สาระ อุดมประโยชน์ ..

                                                 จากเริ่มต้น จนถึง นิพพาน

• ชื่อ เดิม ประสิทธิ์ แววศรี เป็นบุตรชาย คนที่ ๔ ใน จำนวนทั้งหมด ๙ คน เป็น ชาย ๔ หญิง ๔ ส่วน อีก ๑ เสียชีวิต เมื่อตอนเกิดใหม่ เพศอะไร ต้องถามโยมแม่ไสว

• บิดา ผู้ให้กำเนิด คือ นายจันดี แววศรี ( พ่อของพระประสิทธิ์ ) ซึ่งเป็นบุตร ปู่ สุด แววศรี ( ปู่ ) อดีต ผู้ใหญ่บ้าน และ ย่า มี ภูพวก ( ย่า ) เดิม ย่า มี ภูพวก เกิดที่บ้านแดงหม้อ

ส่วนปู่สุด แววศรี นั้น มี พ่อชื่อ คำ แววศรี แม่ชื่อ อ่อน แววศรี 

ปู่สุด  มีเชื้อสายเดิม มาจาก บ้าน กุดตากล้า ต. สร้างถ่อ อ. เขื่องใน จ. อุบลราชธานี ซึ่งตั้งอยู่ห่างไปทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของบ้านแดงหม้อ

ประมาณ สิบกว่า กิโลเมตร

• มารดา ผู้ให้สายเลือด คือนางไสว ( นามสกุลเดิม พื้นผา ) แววศรี (แววศรี คือ นามสกุลใหม่ ซึ่งเปลี่ยนตามสามี คือ นายจันดี แววศรี ) 
แม่ของพระประสิทธิ์ ซึ่งเป็นธิดานางพันธ์ ภูพวก ต่อมา  นางพันธ์ ภูพวก เปลี่ยนนามสกุลตามสามี ( คือนายเล็ด พื้นผา ) เป็น พื้นผา ( ยายของพระประสิทธิ์ ) นางพันธ์ เป็นคนเชื้อสาย เดิมของบ้าน แดงหม้อ โดยตรง

และนาย เล็ด พื้นผา ( ตาของพระประสิทธิ์ ) อดีตคุณครู   ร.ร. บ้านแดงหม้อ  และ อดีตผู้ใหญ่บ้านบ้านแดงหม้อ เชื้อสาย เดิมมาจาก บ้านนาคำใหญ่ ตำบลนาคำใหญ่ อ. เขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ๓๔๑๕๐ 

ซึ่งตั้งอยู่ห่างจาก บ้านแดงหม้อไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตามถนน ๒๔๐๘ ( ที่หลัก ก.ม. ๐ ) ประมาณ ๗ ก. ม.

• เกิดวันพุธ ที่ ๒๘ เดือน สิงหาคม พุทธศักราช คือ หลังจากที่พุทธเจ้าปรินิพพาน ไปแล้ว ๒๕๑๑ ปี 

เกิดเมื่อ ตอน เวลา ประมาณ พอดีกับที่นักเรียน กำลังเข้าแถวเคารพธงชาติไทย และไหว้พระสวดมนต์ในศาสนาพุทธ    ก่อน ที่นักเรียน จะเข้าห้องเรียนในตอนเช้า    เ

พราะบ้านที่เกิดนี้   อยู่ห่างจาก  ร. ร. บ้านแดงหม้อ ไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๒๐๐ เมตร ( แม่ เล่าให้ฟัง ) เกิดที่บ้าน  ( หลัง น้อย ) ในหมู่บ้านแดงหม้อ ส่วนบริเวณ        และบ้านหลังที่พ่อ แม่ อยู่อาศัยในปัจจุบันนี้      ( บ้านเลขที่ ๕๑ หมู่  ๑  บ้านแดงหม้อ ต. แดงหม้อ อ. เขื่องใน จ. อุบลราชธานี ๓๔๑๕๐ ) ก็อยู่ห่างจากบ้านหลังเดิมที่เกิดไปทางทิศตะวันตกอีก ประมาณ ๑๐๐ เมตร           ถ้าจะเริ่มมองจากทาง    ทิศตะวันตก บ้านหลังที่อดีตนายประสิทธิ์เคยเกิดนั้น ก็จะอยู่ห่าง จากบ้านหลังปัจจุบัน ของ นายจันดี ไปทางทิศ ตะวันออก นับเป็นหลังที่ สอง ซึ่งก็คือ บริเวณบ้าน ของครู พิชัย ก้อนสิน ซึ่งอยู่ทางทิศ ตะวันออก ของบ้านนาย ทองนาค ภูพวก ผู้เป็นสามี นาง ทองเลี่ยน ภูพวก ซึ่งเป็นโยมที่ชอบมารักษาศีล ภาวนาเพื่อพ้นจากทุกข์ที่วัดป่าดงใหญ่เป็นประจำ นี่เอง นั่น แล...

• ผิว สี ดำ แดง ไม่อ้วน สูง ๑๗๕ เซนติเมตร น้ำหนัก ๕๘ กิโลกรัม ร่างกายมี อวัยวะครบ อาการ ๓๒ ส่วน รูปร่าง ดี

• นิสัย ดั้ง เดิม ๆ ไม่ กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน ไม่ชอบเอาเปรียบใครเลย ไม่ชอบเบียดเบียนใคร ไม่ขอ ชอบความยุติธรรม ไม่ค่อยพูด    ซุกซน ตามประสาของเด็ก        อดทนต่อความร้อน หิว หนาว คำยุแหย่ หยอก เย้า ..... 

ชีวิตการจะไป การจะอยู่ ความเป็นอยู่ ก็อยู่แบบง่าย อย่างไรก็ได้ ที่ดี ๆ กินง่าย อยู่ง่าย รักสงบ ไม่ชอบมีเรื่อง หาราวกับใคร อนุโลมตามเหตุการณ์ได้ดี มีความสุขกับการช่วยเหลือสังคม ชุมชน ส่วนรวม วัด กลุ่ม หมู่ เพื่อน น้อง ๆ ญาติ ๆ   ชอบอยู่สงบ เงียบ

• ความหวัง   อยากเป็นคนดี ที่สุด   อยากมีความสุขในชีวิต   ต้องการช่วยเหลือ  คนมาก ๆ

• เริ่ม เรียน ระดับประถมศึกษา ( ป. ) ที่ ร. ร. บ้านแดงหม้อ บ้านแดงหม้อ 
 ตำบลแดงหม้อ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ที่ บ้านเกิด อายุ ๗ ขวบ เริ่มเข้าเรียน ระดับ ชั้น ป.๑ จนถึง ชั้น ป. ๖ เป็นนักกีฬาฟุตบอลของโรงเรียนแดงหม้อ โดยเป็น ตัวสำรอง     ช่วงที่เรียน ใน ชั้น ป. ๑ – ป. ๒ นั้น โง่  มาก     ถึงขนาด ได้ ร้องให้ เพราะว่า ทำการบ้าน บวก เลข ไม่ถูก จนคุณครู ไม่ให้ พัก ไป กินข้าว  เที่ยง    ...   

แต่ ก็ ไม่โกรธ ครู ในปัจจุบัน ก็ยัง .. ระลึก ถึง ตลอด  ...คุณ ครู ก็ นาม สกุล แววศรี  เหมือนกันกับ นักเรียน ที่โง่ๆ   และยังมีคุณครู  นามสกุล อื่น ๆ    ก็ เป็น ญาติ กัน เหมือนกัน    .. คือ  เป็นญาติทางสายโลหิต กัน ด้วย.... ..   

ถือว่า ..ได้หลักการ อันนั้น แหละ    มาสอน ตัวเอง จนบัดนี้ ว่า .... ครู ที่ดี นั้น จะ ต้องไม่   โอ๋  นักเรียน  จนเกินไป  .....พอ เรียน ถึง ชั้น ป. ๓ ก็ เริ่ม สอบได้ ที่ ๑ ที่ ๒  ที่ สาม ของ ห้อง  จนถึง ชั้น ป.  ๖

• ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สอบเข้าเรียนต่อ ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ถึง ๓ คือ ม. ๑ – ม. ๓         ที่  ร. ร. นาคำวิทยา ตำบลแดงหม้อ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้าน แดงหม้อไปทางทิศ ตะวันออก ประมาณ ๓ กิโลเมตร กว่า ๆ  ...ใน ปัจจุบัน เปิดสอน ตั้งแต่ ระดับ ม. ๑ ถึง ระดับ ม. ๖

• สอบเรียนต่อ            ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ   ปีที่ ๑  ถึง  ปีที่ ๓       ( ป. ว. ช. ๑ – ๓ ) สาขาวิชาช่างยนต์              ที่ วิทยาลัยเทคนิคอุบลราชธานี ( ชื่อขณะนั้น ) เกรดเฉลี่ยที่เคยได้สูงสุด ๓.๗๕   เคยได้รับทุนการศึกษาเรียนดี เมื่อจบการศึกษา เกรด เฉลี่ย ๓.๖๒  ได้รับการคัดเลือกเป็นนักเรียนโควตา ส่งไปเรียนต่อ ในระดับ ป.ว.ส.  ( ระดับ อนุปริญญา ) ใน ๒ สถานศึกษา

คือ ๑. ที่ วิทยาลัยช่างกลปทุมวัน ถนนพระราม ๑    แขวงปทุมวัน ซึ่งตั้งอยู่ตรงกันข้ามกับสนามกีฬาแห่งชาติ ก. ท. ม.

และ ๒. ที่ วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ ฯ ซึ่งก็ตั้งอยู่ที่  ก.ท.ม.       เหมือนกัน แต่ได้ตกลง เลือกเรียนที่ วิทยาลัยช่างกลปทุมวัน (ชื่อในขณะนั้น)

• ระดับอนุปริญญา ประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นสูง ( ป. ว. ส. )

• เรียน ที่ วิทยาลัย ช่างกลปทุมวัน ถนนพระราม ๑ เขตปทุมวัน หน้าสนามกีฬาแห่งชาติ ในสาขาเทคนิคยานยนต์ ใช้เวลาเรียน ใน ๑ ปีแรก ในรอบเช้า หลังจากฝึกงาน ที่ บริษัทนิสสันกลการ ซอยศรีจันทร์ 

ในอีก ๒ ปีหลัง ได้ขอย้ายไปเรียนรอบค่ำ เพราะต้องทำงาน รับราชการ สอบได้ที่เก้า จึงต้องรีบทำงาน ที่กรมที่ดิน ปากคลองตลาด กทม.  ( เนื่องจากพ่อที่เคยส่งลูก เรียน มาตลอด ทั้ง ๘ คน เริ่มป่วย ในปี ๒๕๓๐ จึงต้องหาทุนเรียนเอง )  

หมายเลขประจำตัว   3303016450  นายประสิทธิ์  แววศรี อยู่  ใน ลำดับ ที่ ๙  ห้อง ข.     มี จำนวน นักศึกษา ห้องละ ๒๑ คน  ..                            จะ มี เขียน ต่อ ว่า   ย้าย ไป เรียน ห้อง  ๓ / ๑๗   เรียน ใน ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ถึง ๒๕๓๓  .. ....... 

รอบ เช้า ช่างยนต์  จะมี ห้อง ๗ ห้อง ๘  ห้อง ๙         

รอบบ่าย  จะมี ห้อง ๑๐ ห้อง ๑๑ ห้อง ๑๒  

นักศึกษา ทุก แผนก ใน ปวส. ปี ๒  

จำนวน ประมาณ  ๑,๑๐๑ คน .. ยัง ไม่รวม เด็กเตรียม , รอบค่ำ ..              

และเนื่องจากได้เข้า สอบแข่งขันได้ในลำดับที่ ๙ จากการสอบเข้ารับราชการของคณะกรรมข้าราชการพลเรือน     ( สอบ ก. พ. ) 

ซึ่งใช้วุฒิการศึกษาระดับ ป. ว. ช.  ไปยื่นสอบ ในตำแน่ง ช่างเครื่องกล ๑ รวมเวลาที่ศึกษาระดับ ป. ว. ส. นี้ ประมาณ ๓ ปี 

ในปีสุดท้าย ปีที่ ๓ ได้ลงทะเบียน เรียน ๑ – ๒ วิชา เท่านั้น 

ช่วงที่เรียนที่ ช่างกลปทุมวันนี้ ก็ยังได้รับทุน  ยากจน นักเรียนเรียนดี จากทางวิทยาลัย ฯ         ( ชื่อในขณะนั้น)  

  เรียน รด. ปี สาม    

โดยมีผู้ให้ทุน ก็คือ บริษัทบุญผ่อง    ซึ่งตั้งอยู่บนถนนเดียวกันกับ วิทยาลัยช่างกลปทุมวัน คืออยู่ตรงกันข้างสนามกีฬานิมิบุตร. ............. 

พร้อมกับมีประสบการณ์      คือ การทำงานที่กองพัสดุ  กรมที่ดิน  ที่บริเวณ ริมคลองหลอด  ก. ท. ม. ,   

ได้ออกฝึกงานซ่อมรถยนต์ เครื่องยนต์ ช่วงล่าง ฯลฯ ที่บริษัท นิสสัน ในศูนย์ศรีจันทร์ ถนนสุขุมวิท ๖๗  ก.ท.ม. , 
   
ได้ ฝึกงาน ติดตั้งระบบเครื่องปรับอากาศ ( ตามที่เคยเรียนในระดับ ป.ว.ส. และ ในระดับปริญญาตรี ซึ่งเป็นวิชาบังคับ ก.ว. )   กับพี่ชายที่เป็นช่างซ่อมเครื่องปรับอากาศ (แอร์) อีกด้วย 
ปัจจุบัน พี่ชายคนนี้ได้ คือ นายสุคล แววศรี ได้เปิดบริษัทฯ กิจการ เป็นของตัวเอง 

• เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญา ตรี โดยสอบเข้าได้ ทั้ง  สอง สถาบันการศึกษา พร้อมกัน คือ

๑. ที่ วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเทเวศร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทางทิศตะวันออก เขตเทเวศร์ ก.ท.ม.

แต่ ก็ได้เลือก สถานที่จะ เรียน ( เพราะ เทียบเคียง ข้อดี ข้อด้อย ใกล้ ไกล จาก ที่ทำงาน บ้านพัก ความสามารถ สมองของตัวเอง การยอมรับในสังคม บริษัทห้างร้าน ในราชการ ( ก. พ. ) ตลาดที่จะรองรับ 

โดยได้ปรึกษา อาจารย์ที่วิทยาลัยปทุมวัน ปรึกษากับผู้รู้ทั้งหลาย ปรึกษาหัวหน้า ( นายประกิจ กนกอมรมาศ ซึ่งจบปทุมวัน ทำงานอยู่ที่กรมที่ดิน ) และปรึกษาเจ้าหน้าที่ ที่อยู่ในกรมที่ดิน ซึ่งเคยเป็นศิษย์เก่าของวิทยาลัยช่างกลปทุมวันเหมือนกัน 

และ สุดท้าย ก็ ดูโอกาสในการศึกษาต่อ ดูโอกาสช่องทางในทางวิชาการ ดูเงินเดือนที่เอกชนเสนอให้ เมื่อเรียนจบ มาแล้ว )

๒. สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้า พระนครเหนือ ( ส. จ. พ. ) ถนน
  • ที่ตั้ง : 1518 ถนนประชาราษฎร์ 1 แขวงวงศ์สว่าง เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร
 สาขาวิศวกรรมเครื่องกล      คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและวิทยาศาสตร์  ( ค. อ. บ. เครื่องกล ) ซึ่งขณะเรียน  ก็ได้ทำงานที่กรมที่ดิน ไปด้วย โดยประจำอยู่ที่ กองพัสดุ กรมที่ดิน ถนนพระพิพิธ  ริมคลองหลอด แขวงพระนคร  ตำแหน่ง ช่างเครื่องกล ๑ ซึ่งเป็นวุฒิ ที่เคยใช้สอบได้เมื่อตอนเรียนอยู่ที่ วิทยาลัยช่างกลปทุมวัน

ทั้งนี้ก็ด้วยความเมตตา ของ ท่าน ผ. อ. หัวหน้าฝ่าย หัวหน้างาน พ่อ แม่ พี่ ๆ ญาติ ๆ เพื่อน ๆ ที่ร่วมงาน ที่ได้ เมตตา ให้โอกาส เวลา กำลังใจ เพื่อเรียนต่อ 

และสอบเลื่อนตำแหน่ง          ได้สอบเลื่อนตำแหน่งเป็นช่างเครื่องกล ๒ ที่ กองพัสดุ กรมที่ดิน    ได้ลำดับที่ ๑  ด้วย

• ต่อมา ได้ใช้วุฒิการศึกษา ระดับ ป. ว. ส. ที่จบจากวิทยาลัยช่างกลปทุมวัน สอบแข่งขันเข้ารับราชการ ของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ( สอบ ก. พ. ) ตำแหน่งนายช่างเครื่องกล ๒ 

โดยสอบได้ในลำดับที่ ๑ อีก  ก็เลยขอโอนย้ายจากกรมที่ดิน ปากคลองตลาด ใกล้ ๆ สนามหลวง เพื่อไปรับตำแหน่งใหม่ ที่ กองพัฒนาบ่อบาดาล กรมโยธาธิการ 

ซึ่งตั้งอยู่ ในซอย ด้านทิศใต้ของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ก. ท. ม.  ปัจจุบัน คือ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ( กรมทรัพยากรน้ำบาดาล. เลขที่ 26/83 ซอยท่านผู้หญิงพหล (ซอยงามวงศ์วาน 54) ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900)
 

นอกจากนั้น ยังได้ใช้วุฒิ ป.ว.ส. ไปสอบเข้า ทำงานที่ ก.ท.ม. 

และ ไปสอบเข้าทำงาน เป็น พนักงาน เจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์ ที่สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในคณะวิทยาศาสตร์ 

สอบได้ลำดับที่ ๑  จนมีชื่อลงวารสาร ของสถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าพระนครเหนือ แล้ว แต่ ก็ได้ ขอสละสิทธิ์ , 

ไปสอบเข้าทำงานได้ที่ ที่ ก. ท. ม. ( ส่วนราชการ ) 

และ สอบเข้าทำงานที่บริษัท ที. พี. ซี. ที่สมุทรปราการ สอบได้ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล. เลขที่ 26/83 ซอยท่านผู้หญิงพหล (ซอยงามวงศ์วาน 54) ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900



• จบการศึกษาได้รับปริญญาตรี เกียรตินิยม สาขาวิศวกรรม เครื่องกล ได้รับใบประกอบวิชาชีพวิศวกรรม ( ใบ ก. ว. )           


เลขที่ใบอนุญาต ภก. 9958  ( ภาคีวิศวกร )  
สาขา เครื่องกล   
หมายเลขสมาชิก 62249   
ชื่อ - สกุล   นายประสิทธิ์  แววศรี  

วันที่ เริ่มใช้  ๓๑ ม.ค. พ.ศ. ๒๕๓๗ .. 
( ชื่อ  รุ่น ,  อักษร ย่อ ของ สาขาที่เรียน   

ที่ นิยม เรียก ใน พระจอมเกล้า พระนครเหนือ 

( ใน สจพ. ) คือ  TTM 22  รุ่น ( TTM รุ่น ๒๒   ..  

สจพ.  ต่อมาเปลี่ยน ไป เป็น  มจพ. )

• ขณะจบ ปี ๒๕๓๖ ได้สมัคร เข้าทำงาน ที่บริษัท ที. พี. ไอ. ที่จังหวัดระยอง        โดยใช้วุฒิปริญญาตรี  ใน ขณะ ที่  ยังเรียไม่จบ ในเทอมสุดท้าย  ใน ห้องเดียวกัน  ไปสมัคร สามคน ได้ ทั้ง สามคน ทั้งหมด บริษัท นี้ มี เพื่อ ร่วมห้องเรียนเดียวกัน ( สามสิบกว่าคน )  ..   ร่วม รุ่น สาขาเดียวกัน ๔ คน               

ทาง บริษัท ก็เสนอให้ว่า   จะได้รับ เงิน เดือนประมาณ หนึ่งหมื่นห้าพันบาท    ( หนึ่งดอลลาร์ ประมาณ ๒๕ บาท ) 

เมื่อรวม ๆ ค่ารายได้ พิเศษ สวัสดิการ ต่าง ๆ ทั้งหมดแล้ว ก็จะได้ประมาณ สอง หมื่น บาท ต่อ เดือน ได้รับโบนัส ประมาณ ๖ เดือน พร้อมสวัสดิการ เช่น อาหารกลางวัน. 

และ ก็ยังได้มีบริษัท อื่น ๆ ที่ ดี ๆ ดัง ๆ 

ได้ แสดงความเมตตา มารับสมัครเอง ที่สถาบัน ฯ สจพ. ที่ คณะครุศาสตร์อัตสาหกรรม และวิทยาศาสตร์ 

และยังมีอีกหลาย ๆ บริษัทที่สอบได้ 

และที่มีสิทธิ์ที่จะไปทำงาน เช่น บริษัท นิกอล ที่ทำงานเกี่ยวกับ กล้อง ที่ได้เชิญไปทำงาน ฯลฯ

• ปี ๒๕๓๖       ได้สมัครเข้าเรียนต่อ ในระดับปริญญาโท   ที่สถาบัน เทคโนโลยี พระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง  เขตลาดกระบัง ก. ท. ม.    ในสาขาวิศวกรรมเครื่องกล ผ่านการตรวจสอบ และได้เป็นนักศึกษาแล้ว  รอไปเรียนตอนเปิดเทอม รับบัณฑิตใหม่

• ตกลง มีงาน ที่รออยู่ที่ บริษัท ที. พี. ไอ. นี่ ๑.   

Unkown Document ดาวน์โหลดไฟล์   ขนาดไฟล์ 66.37 KB
โพสเมื่อ : 27 มิ.ย. 2560,20:11   อ่าน 1120 ครั้ง